ปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นเป็นโรคที่เกิดจากความร้อนเสียเยอะ. เนื่องว่าการดำรงชีวิตยุคนี้ต้องเร่งรีบ เร่งร้อน แข่งขันกัน. ดังนั้นพฤติกรรมการกินอยู่จึงผิดแปลกแตกต่างไปจากวิถีชีวิตเดิม ๆ กินอาหารผิดเวลา กินอาหารที่ไร้คุณค่าทางสารอาหาร กินกันเหมือนไก่ที่เค้าเลี้ยงไว้เชือดขาย เขาก็จะเร่งให้โตไวๆ โดยเปิดไฟให้สว่าง ไก่นึกว่าเป็นเวลากลางวันก็พากันกินๆๆๆ การดื่มน้ำน้อยเกินไป มากเกินไป ดื่มน้ำอัดลม น้ำหวานเยอะ. เวลานอนก็ไม่นอน. พยายามยืดเวลากลางวันให้กินลึกเข้าไปในช่วงเวลากลางคืน ตับกับถุงน้ำดีไม่ได้พักก็เลยเป็นร้อนใน. ประกอบกับอาหารที่ทานเข้าไปไม่ย่อยก็ยิ่งทำให้ร้อนในหนักขึ้นอีก
ร้อนใน คืออะไร. เวลาเป็นร้อนในมักมีขี้ตามาก บางทีเป็นแผลจุดขาวใหญ่ ปวดแสบปวดร้อนที่กระพุ้งแก้มด้านใน ริมฝีปากด้านใน ขอบลิ้นเรียกว่าเป็นแผลร้อนใน พบได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในเด็ก บางครั้งอมน้ำเกลือบ้วนปากบ่อยๆ ก็หาย. บางครั้งมีอาการไอ มีเสมหะเหลืองข้น ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว รู้สึกรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้ ท้องผูก
วิธีจะป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนใน ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม จะกินอาหารอะไร จึงจะสอดคล้องกับอากาศร้อน คือพยายามปรับสมดุลให้ได้ อาการร้อนใน ก็จะไม่เกิดขึ้น. การเป็นร้อนในมิได้หมายถึงอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น อาการตัวร้อนอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับร้อนในก็ได้ อาการร้อนใน มีผู้เข้าใจว่าเป็นเพียงอาการที่ในปากเป็นแผล ลักษณะเป็นดวงหรือจุดขาวใหญ่เท่าหรือใหญ่กว่า เม็ดถั่วเขียว และเจ็บที่แผลแบบปวดแสบปวดร้อน ซึ่งก็ถูกต้องแต่เป็นเพียงส่วนน้อย ของคำว่าร้อนใน ต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการร้อนใน โดยทั่วไปเกิดจากการรับประทานอาหารเผ็ด มัน รสจัด หรือย่อยยาก เช่น แกงเผ็ด ส้มตำ ข้าวเหนียว ขนุน ลำใย เป็นต้น

หรือหากจะใช้สมุนไพรในการรักษา ให้นำใบเตยหรือเตยหอม ทุบพอช้ำใส่หม้อ ใส่น้ำตาลปีบละลายน้ำเคี่ยวจนเดือด มีกลิ่นหอมเป็นน้ำตาลสด สรรพคุณทางสมุนไพร ใบต้มน้ำดื่มบำรุงหัวใจ ทำให้จิตใจ ผ่องใสชุ่มชื่น ต้นกับรากต้มดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ แก้กษัยน้ำเบาพิการ ปัจจุบันโรงพยาบาลบางแห่งต้มน้ำใบ "เตยหอม" ให้คนป่วยที่นอนรักษาอาการดื่มด้วย. ถ้าต้องการหายขาดมีข้อปฏิบัติคือ ห้ามดื่มน้ำหลังอาหารครั้งละมากๆ กินข้าวให้ตรงเวลา สุดท้ายออกกำลังกายทุกวัน อาการร้อนในจะหายได้ในที่สุด

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://www.munjeed.com/news_detail.php?id=74028