Hits Topics:
ติดต่อลงโฆษณา -- "รายละเอียดการลงโฆษณา Todayhealth.org คือเว็บไซต์บทความที่ให้ความรู้เกียวกับการดูแลสุขภาพ ..."
วิธีปฐมพยาบาลเมือถูกงูกัด -- "วิธีปฐมพยาบาลเมือถูกงูกัด     สธ.เตือนสั่งโรงพยาบาลในสังกัดสำรองเซรุ่มแก้พิษงู 7 ..."
โสม มรกดแห่งการบำบัดโรค -- "              โสม ได้รับการยอมรับมานับพันปีว่า มีสรรพคุณในการบำบัดและปรับสมดุลในร่างกาย ..."
สูงวัยอิ่มท้อง ถูกหลักโภชนาการ -- "  สูงวัยอิ่มท้อง ถูกหลักโภชนาการ        "โภชนาการอาหาร" ไม่เพียงแค่ช่วยทำให้ผู้สูงวัยอิ่มท้อง ..."
ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลังวิธีบำบัดเบื้องต้นที่ไม่ควรมองข้าม -- "ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของคุณเอง เริ่มต้นจากการนอนหงาย งอเข่าขึ้นตั้งฉาก ..."
อาบน้ำตามแบบโบราณ ผิวดี ลดไขมันตกค้างในลำไส้ -- "เคยได้ยินไหมว่า "เพิ่งกินข้าวเสร็จอย่าเพิ่งอาบน้ำ" เพราะอาหารจะไม่ย่อย ..."
นิสัยของสุขภาพจิตเสียที่ควรเลี่ยง -- "สำหรับใครที่อยากมีสุขภาพจิตที่ดีล่ะก็ จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตเสีย ..."
วิธีเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่แปรปรวนในฤดูฝน -- "ในช่วงของฤดูฝนเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย บางครั้งอาจร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ..."
4 ท่าบรรเทาอาการปวดขาจากส้นสูง -- "รองเท้าส้นสูง อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นของคู่กายกับคุณผู้หญิงไปเสียแล้ว ..."
5 วิธีผ่อนคลายจิตใจง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง -- "ทุกคนล้วนแล้วแต่มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ..."

ทุกคนล้วนเคยตด การตดเมื่ออยู่คนเดียวดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่เมื่อตดต่อหน้าธารกำนัลจะกลายเป็นเรื่องที่ผิดกาลเทศะ คนส่วนใหญ่จึงมักอายที่จะตดอย่างเปิดเผย และไม่ต้องการให้เสียงหรือกลิ่นล่วงรู้ไปถึงบุคคลอื่น มีนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และให้คำแนะนำเราได้ว่าทำอย่างไรจึงจะตดให้น้อยและไม่เหม็น




การตดหรือการผายลมคืออะไร
การผายลม คือการสร้างลมผาย ซึ่งเป็นแก๊สที่สร้างมาจากแบคทีเรียและยีสต์ที่อาศัยอยู่ในท่อทางเดินอาหารของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม แก๊สลมผายจะถูกปล่อยจากความดันผ่านทางทวารหนัก ซึ่งมักจะมีเสียงและกลิ่นออกมาด้วย การปล่อยแก๊สออกมาเราเรียกว่า การตด

คนเราจะปล่อยลมผาย เฉลี่ย 0.5-1.5 ลิตรต่อวันโดยผ่านการผายลม 12-25 ครั้ง องค์ประกอบของลมผายหลัก ๆ จะเป็นแก๊สที่ไม่มีกลิ่นคือ ไนโตรเจน (รับเข้ามา) คาร์บอนไดออกไซด์ (สร้างมาจากแบคทีเรียหรือรับเข้ามา) และไฮโดรเจน (สร้างมาจากจุลินทรีย์บางชนิดแล้วถูกกินโดยจุลินทรีย์อื่นๆ) กับออกซิเจน (รับเข้ามา) และแก๊สมีเธน (สร้างจากจุลินทรีย์พวก anaerobic) ในปริมาณที่น้อยกว่า กลิ่นที่เกิดขึ้นมาจากองค์ประกอบอื่น ๆ (ซึ่งมักจะเป็นสารประกอบกำมะถัน)

กลิ่นที่เกิดขึ้นจะทวีความรุนแรงขึ้นจากสัตว์กินพืชเป็นอาหาร (เช่น วัวควาย) จนถึงสัตว์ที่กินทั้งพืชและเนื้อสัตว์เป็นอาหารไปจนถึงสัตว์ที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร (เช่น แมว) กลิ่นจากการผายลมยังสามารถเกิดขึ้นเมื่อมีแบคทีเรียหรืออุจจาระอยู่ในทวารหนักจำนวนหนึ่งขณะที่กำลังปล่อยออกได้เช่นกัน เศษของแข็งหรือเศษวัตถุในละอองลอย อาจจะถูกพ่นออกมาพร้อมกับการผายลมได้


รับประทานอะไรทำไมถึงตดเยอะ

การผายลมที่เกิดมาจากอาหารมักจะมีพอลิแซ็กคาไรด์ปริมาณสูง (โดยเฉพาะโอลิโกแซ็กคาไรด์เช่น อินูลิน (inulin)) และรวมถึงถั่วเม็ดแบน, ถั่วแขก, นม, หัวหอมใหญ่, มันเทศ, ชีส,เม็ดมะม่วงหิมพานต์ , บร็อคโคลี , กะหล่ำปลี, ข้าวโอ็ต, ยีสต์ในขนมปัง และอื่นๆ

ในถั่วนั้น แก๊สภายในหลอดอาหารมาจากโอลิโกแซ็กคาไรด์และคาร์โบไฮเดรตต่าง ๆ ที่ย่อยยาก อาหารเหล่านี้จะผ่านเข้าไปในลำไส้ตอนบนโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงและเมื่อพวกมันมาถึงลำไส้ตอนล่าง แบคทีเรียจะทำการย่อยสลายพวกมันและสร้างแก๊สในกระเพาะออกมามากมาย ในกรณีของอาหารที่มีแลคโตส เมื่อเราบริโภคนมหรืออาหารที่มีแลคโตสเป็นส่วนประกอบ แบคทีเรียในลำไส้ที่ย่อยสลายแลคโตสสามารถสร้างแก๊สปริมาณมากได้


ข้อแนะนำเพื่อให้ตดแต่น้อยและไม่มีกลิ่น


- ควรเลือกกิน เพราะอาหารบางชนิดกินมากไปก็อาจทำให้ตดบ่อยได้ค่ะ เช่น ไข่ เนื้อ และผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี บร็อกโคลี่ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ แบคทีเรียในลำไส้จะย่อยให้เป็นแก๊สที่มีกลิ่นเหม็น

- ถั่วและผักสดบางชนิดมีน้ำตาลที่ร่างกายย่อยไม่ได้ ซึ่งจะถูกส่งผ่านไปหมักอยู่ในลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียในลำไส้จะย่อยน้ำตาลพวกนี้แทน และทำให้เกิดแก๊สขึ้น

- บางแหล่ง แนะนำให้รับประทานถั่วและผักที่ปรุงสุกแล้ว จะช่วยลดปัญหาผายลมจากการกินถั่วได้

- ลดอาหารไขมันสูง เพราะอาหารประเภทไขมันจะใช้เวลาย่อยนานกว่าอาหารประเภทอื่น จึงอาจอยู่ในกระเพาะได้นานถึง 2 ชั่วโมง แบคทีเรียมีเวลาเหลือเฟือในการสร้างแก๊สตด

- อาหารค้างคืนที่นำออกจากตู้เย็นมาอุ่น ก็สามารถกระตุ้นให้แบคทีเรียในอาหารผลิตแก๊สได้ การกินอาหารที่อุ่นซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงมีส่วนทำให้ตดบ่อย

- อย่ากินอาหารหรือดื่มน้ำเร็วเกินไป เพราะระหว่างนั้นเราจะกลืนลมเข้าไปด้วย การกินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด จะช่วยให้กลืนอากาศเข้าไปน้อยลง

- การอมลูกอม เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือสูบบุหรี่ ก็เช่นเดียวกัน เวลาที่เรากลืนน้ำลายหรือสูบบุหรี่ ก็จะกลืนอากาศเข้าไปด้วย

- การพูดมาก ๆ ก็อาจทำให้กลืนลมเข้าไปมากเช่นกัน

- กินขิง อบเชย หรือเปปเปอร์มินท์ อาจช่วยลดแก๊สในกระเพาะได้

- กินมื้อเล็กๆ แต่บ่อยขึ้น วันละ 5-6 มื้อ แต่ละมื้อกินไม่ต้องมาก หรือแค่เกือบอิ่ม

- ดื่มน้ำให้มากขึ้น โดยดื่มคราวละน้อยๆ แต่ดื่มบ่อยๆ ตลอดวัน


สุดท้ายนี้ ฝากด้วยคำพูดจากแพทย์ชาวฝรั่งเศส กลับบอกว่า อย่าอั้นมันไว้ “คนเราควรจะผายลมเพื่อกำจัดแก๊สที่เกิดขึ้นในตัวให้หมดในแต่ละวัน เพราะมันเป็นไปตามขบวนการตามธรรมชาติ การกลั้นเอาไว้อาจเป็นอันตรายกับลำไส้ อย่าได้อายในการระบายกลิ่นอายของร่างกายออกไป เพราะจะเป็นการรักษาสุขภาพของตนเองให้อยู่ดี”

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/44229
ขอขอบคุณรูปภาพจาก: www.vcharkarn.com/userfiles/245093/2(18).jpg

Most Popular

ทำไมถึงตดเยอะ ทำอย่างไรดี!

ทุกคนล้วนเคยตด การตดเมื่ออยู่คนเดียวดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่เมื่อตดต่อหน้าธารกำนัลจะกลายเป็นเรื่องที่ผิดกาลเทศะ คนส่วนใหญ่จึงมักอายที่จะตดอย่างเปิดเผย ...

+ View

ทำไมตดถึงเหม็น

หลายคนอาจเคยพบกับประสบการณ์เผชิญหน้าโดยตรงกับ "ตด" หรือที่เรียกอย่างสุภาพว่า "ผายลม" สูดลมหายใจดมกลิ่นมันเข้าไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่หารู้ไม่ว่าตดบอกอะไรกับเราได้หลายอย่างเลยทีเดียว ...

+ View

"ไข้ทับระดู" ภัยอันตรายสำหรับคุณผู้หญิง

      เมื่อพูดถึงไข้ทับระดู แน่นอนค่ะ ดิฉันมั่นใจว่าคุณผู้หญิงทุกคนรู้จักกับมันเป็นอย่างดีค่ะ มันมักมากับเจ้าน้องไฟแดงของเรา ซึ่งไม่ธรรมดานะค่ะ หากมีอาการอื่นแทรกซ้อนละก็ เจ้าไข้นี่ ...

+ View

“ทินเนอร์” สารระเหยอันตราย

ทินเนอร์ เป็นสารเคมีที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย มักนำมาใช้ผสมในสีทาบ้าน รวมทั้งน้ำยาล้างเล็บและสารเคลือบเงา เช่น แล็กเกอร์ หรือวาร์นิช ส่วนประกอบหลักของทินเนอร์ ได้แก่ โทลูอีน (toluene) ...

+ View

ลงเล่นน้ำได้ไหม ถ้าประจำเดือนมา

เชื่อเลยนะค่ะ ว่าหญิงสาวหลายๆคนเลยที่อุตส่าห์นัดเพื่อน ๆ ไปพักผ่อนหย่อนใจที่ทะเลเสียหน่อย แต่พอเอาจริงๆแล้ว ถึงวันจะเที่ยวแล้วเนี่ย ประจำเดือนเจ้ากรรม ดันมาซะงั้นอ่ะ ถ้าไปเที่ยวแบบเที่ยว ...

+ View
  • Prev
  • Health Links
Scroll to top