Hits Topics:
รู้หรือไม่?การแสดงอารมณ์ส่งผลต่อ “โครงสร้างร่างกาย” -- "คนที่อารมณ์ดี คิดดี ทำดี จิตใจดี จะเป็นคนที่มีความสุข ใบหน้าแววตาสดใส ..."
ยากินรักษาสิว...กินดีไหม อันตรายหรือเปล่า -- "เรื่องของความสวยความงามนั้น ..."
กระดาษทิชชู …ใช้ให้ถูกงาน หนีจุลินทรีย์ -- "“กระดาษทิชชู” มีหลากหลายแบบหลายประเภท ควรใช้ให้ถูกงาน… เรื่องจะได้ไม่บานปลาย หนี “จุลินทรีย์” ..."
สุขภาพน่ารู้ ตอน สัญญาณภัย ได้เวลาล้างพิษแล้วหล่ะ -- "ในแต่ละวันที่เราดำเนินชีวิต จำเป็นที่จะระลึกไว้เสมอว่า ..."
วิธีการทำผ่าตัดเพื่อแก้ไขสายตา (1) -- "การเตรียมตัวและการปฏิบัติขณะผ่าตัด โดยทั่วไป คือ • เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่มีอาการเจ็บเล็กน้อย ..."
สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารไม่เหมาะสม (ตอนที่ 2) -- "สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารไม่เหมาะสม (ตอนที่ 2) หัวใจเต้นผิดปกติ ..."
ไฝเยอะ สุขภาพดี แก่ช้า -- "ไฝเยอะ สุขภาพดี แก่ช้า คนส่วนใหญ มักไม่ค่อยชอบการมีไฝตามตัวหรือใบหน้าเยอะ ๆ ..."
สเต็มเซลล์ รักษาได้ทุกโรคจริงหรือ -- "สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คืออะไร คือ เซลล์ต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ..."
ลดความอ้วนอย่างไร ให้ไกล Yo-Yo Effect -- "Yo-Yo Effect คือปรากฏการณ์การลดน้ำหนัก ที่มีผลเช่นเดียวกับการเล่นลูกดิ่งโยโย่ หรือก็คือ ..."
เคล็ดลับปกป้องนัยต์ตาให้ดีตลอดไป -- " ดวงตาคือสมบัติล้ำค่าที่สุดอย่างหนึ่ง แต่พวกเราส่วนใหญ่กลับละเลย ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ..."




การพิจารณาว่าเราควรจะใช้ยาปฏิชีวนะตัวใด ในการรักษาโรคอะไร ซึ่งในการเลือกก็ควรคำนึงถึงปัญหาต่อไปนี้ด้วย

- เลือกยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพในการรักษาเชื้อนั้นมากที่สุด เช่นในกรณีที่เป็นไข้รากสาดน้อยหรือทัยฟอยด์ จากเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) ยาที่ใช้ได้ผลในการรักษาคือ คลอแรมเฟนิคอล ยาพวกแบคทริม (Bactrim) หรือ แอมฟิซิลลิน (Ampicillin)

- คำนึงถึงคุณสมบัติที่สำคัญทางเภสัชวิทยาของยา เช่นในแง่ของการดูดซึมยาประเภทอะมิโนกลัยโคไซด์ (Aminoglycosides) จะไม่ดูดซึมจากทางเดินอาหาร ดังนั้นถ้าให้ในรูปกินจะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคติดเชื้อที่ทางเดินอาหารเท่านั้น ถ้าต้องการใช้รักษาโรคติดเชื้อที่กระจายทั่วร่างกายจะต้องให้ในรูปของยาฉีด ในแง่ของการกระจายของยาควรจะทราบว่ายาตัวใด จะซึมผ่านเข้าสู่น้ำไขสันหลังได้ เพราะในการเลือกใช้ยารักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) ควรที่จะเลือกใช้ยาที่สามารถซึมเข้าไปในน้ำไขสันหลังได้เท่านั้น ซึ่งตัวอย่างได้แก่ยาพวกซัลฟา คลอแรมเฟนิคอล และเพนิซิลลิน ส่วนยาในกลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์จะไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเลย ยกเว้นว่าจะฉีดเข้าไปในน้ำไขสันหลังโดยตรง ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงและการขับถ่ายของยาควรจะทราบว่ายาตัวใดถูกทำลายที่ตับหรือไต เช่นในกรณีของยาพวกอะมิโนกลัยโคไซด์ จะถูกขับถ่ายส่วนใหญ่ทางไต ดังนั้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตถ้าจะใช้ยาตัวนี้ก็จำเป็นจะต้องลดขนาดลง

- คำนึงถึงอาการพิษของยา ควรจะเลือกยาที่มีพิษน้อยที่สุด แสะระวังให้มากในเรื่องการแพ้ยา การซักประวัติการแพ้ยาเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำทุกครั้งก่อนให้ยา ในกรณีที่ทราบแน่นอนว่าผู้ป่วยแพ้ยาตัวใดควรเขียนบอกให้ผู้ป่วยทราบ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยในการรักษาต่อไปข้างหน้า

- คำนึงถึงสภาพร่างกายและความเจ็บป่วยของผู้ป่วย เช่นในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือมีอาการค่อนข้างหนักก็จำเป็นจะต้องให้ยาฉีดมากกว่ายากิน ถ้าผู้ป่วยมีความผิดปกติทางไต หรือตับก็จะต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ถูกทำลายให้หมดฤทธิ์เป็นส่วนใหญ่ทางไตหรือตับแล้วแต่กรณี

- ควรใช้ยาปฏิชีวนะชนิดเดียวในการรักษามากกว่าที่จะให้หลายชนิดร่วนกัน ยกเว้นในการรักษาเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังจำเป็นจะต้องให้ยาหลายชนิด เพราะถ้าให้ชนิดเดียวเชื้อวัณโรคจะมีโอกาสดื้อยาได้ง่าย และในกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อมากกว่าหนึ่งชนิด หรือมีอาการหนักมากโดยไม่ทราบชนิดของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุมาก เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดเป็นพิษ (Septicemia) ก็อาจพิจารณาให้ยา เพนิซิลลิน ร่วมกับ อะมิโนกลัยโคไซด์ ตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อให้ได้ผลรักษาครอบคลุมทั้งแบคทีเรียชนิดกรัมบวก และกรัมลบ

- คำนึงถึงฐานะของผู้ป่วย ในรายที่ยากจนมากควรจะเลือกใช้ยาที่มีราคาถูกแม้ว่าอาจจะได้ผลในการรักษาน้อยกว่ายาอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาแพงก็ตาม โดยทั่วไปการซื้อยาใช้ชื่อทางเคมี (Ge¬neric name) เป็นหลักจะได้ราคาถูกกว่าการซื้อโดยอาศัยชื่อการค้า (trade name) เป็นหลัก เช่น เตตราซัยคลีน จะมีราคาถูกกว่ายาชนิดนี้ในชื่อการค้าอื่น เช่น ออริโอมัยซิน (Aureomycin) เทอร์รามัยซิน (Terramycin) นอกจากนี้ควรระลึกไว้บ้างว่ายาที่ได้รับการโฆษณาจากบริษัทยามากๆ ไม่จำเป็นจะต้องมีประสิทธิภาพสูงกว่ายาเดิมเสมอไป

- เลือกขนาดยาและวิธีให้ตามความเหมาะสม

- เมื่อเลือกใช้ยาปฏิชีวนะได้แล้ว ขั้นต่อไปก็ควรจะกำหนดว่าจะให้ยานานเท่าไร ซึ่งโดยทั่วไป ไม่ควรจะให้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันน้อยกว่า 5-7 วัน ยกเว้นในการรักษาโรคหนองใน ซึ่งอาจใช้เพียงครั้งเดียวในขนาดสูงก็มีผลเพียงพอในการรักษา สำหรับโรคบางชนิดจำเป็นจะต้องให้ยาติดต่อกันนานกว่านั้น เช่น ไข้ทัยฟอยด์ควรให้ติดต่อกันอย่างน้อย 14 วัน โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบเฉียบพลันให้นาน 2 อาทิตย์ โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบเรื้อรังให้นาน 6 อาทิตย์ และโรคติดเชื้อของกระดูกควรให้นาน 6 อาทิตย์ เป็นต้น การให้ยาปฏิชีวนะไม่ครบตามเวลาที่ควรจะทำให้รักษาโรคไม่หายขาด และอาจจะมีอาการขึ้นมาอีกหลังหยุดยา นอกจากนี้ยังทำให้เชื้อมีโอกาสดื้อยาได้ง่าย ดังนั้นจึงควรแนะนำผู้ป่วยให้เข้าใจและให้กินยาตามที่สั่งจนกว่าจะหมด ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการแล้วก็ตาม


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.healthcarethai.com
ขอบคุณรูปภาพจาก เว็บ kluaynamthai.com

Most Popular

ทำไมถึงตดเยอะ ทำอย่างไรดี!

ทุกคนล้วนเคยตด การตดเมื่ออยู่คนเดียวดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่เมื่อตดต่อหน้าธารกำนัลจะกลายเป็นเรื่องที่ผิดกาลเทศะ คนส่วนใหญ่จึงมักอายที่จะตดอย่างเปิดเผย ...

+ View

ทำไมตดถึงเหม็น

หลายคนอาจเคยพบกับประสบการณ์เผชิญหน้าโดยตรงกับ "ตด" หรือที่เรียกอย่างสุภาพว่า "ผายลม" สูดลมหายใจดมกลิ่นมันเข้าไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่หารู้ไม่ว่าตดบอกอะไรกับเราได้หลายอย่างเลยทีเดียว ...

+ View

"ไข้ทับระดู" ภัยอันตรายสำหรับคุณผู้หญิง

      เมื่อพูดถึงไข้ทับระดู แน่นอนค่ะ ดิฉันมั่นใจว่าคุณผู้หญิงทุกคนรู้จักกับมันเป็นอย่างดีค่ะ มันมักมากับเจ้าน้องไฟแดงของเรา ซึ่งไม่ธรรมดานะค่ะ หากมีอาการอื่นแทรกซ้อนละก็ เจ้าไข้นี่ ...

+ View

“ทินเนอร์” สารระเหยอันตราย

ทินเนอร์ เป็นสารเคมีที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย มักนำมาใช้ผสมในสีทาบ้าน รวมทั้งน้ำยาล้างเล็บและสารเคลือบเงา เช่น แล็กเกอร์ หรือวาร์นิช ส่วนประกอบหลักของทินเนอร์ ได้แก่ โทลูอีน (toluene) ...

+ View

ลงเล่นน้ำได้ไหม ถ้าประจำเดือนมา

เชื่อเลยนะค่ะ ว่าหญิงสาวหลายๆคนเลยที่อุตส่าห์นัดเพื่อน ๆ ไปพักผ่อนหย่อนใจที่ทะเลเสียหน่อย แต่พอเอาจริงๆแล้ว ถึงวันจะเที่ยวแล้วเนี่ย ประจำเดือนเจ้ากรรม ดันมาซะงั้นอ่ะ ถ้าไปเที่ยวแบบเที่ยว ...

+ View
  • Prev
  • Health Links
Scroll to top