Hits Topics:
เทรนด์โรค: ไขมันในเลือด -- "เทรนด์โรค : ไขมันในเลือด เวลาไปโรงพยาบาลคงเคยได้ยินหมอพูดถึงการตรวจระดับไขมันในเลือด ..."
เหยียบกะลารักษาทุกโรคจริงหรือ -- "เหยียบกะลารักษาทุกโรคจริงหรือ การเหยียบกะลาช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ จึงอยากทราบว่า ..."
สุดช็อค! เผย 5 เมนูสุขภาพทำลายสมอง -- "สุดช็อค! เผย 5 เมนูสุขภาพทำลายสมอง             “เมนูสุขภาพ” ..."
กินให้ดี ไม่มีท้องผูก -- "กินให้ดี ไม่มีท้องผูก เครดิต : สสส.thaihealth.org ที่มา : 40plus.posttoday ..."
เคล็ดลับ 12 ข้อ จากแพทย์จีน -- "เรียนเชิญท่านผู้อ่านลองนำไปปฏิบัติดู เพื่อสุขภาพ พลัง และลมปราณที่ดีไป นานๆ 1. หวีผมบ่อยๆ : ..."
วิธีถนอมกระดูกสันหลัง -- "กระดูกสันหลังที่เป็นเสาหลักของร่างกาย เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททุกเส้น ..."
6 ขุมพลัง..แรงดีไม่มีตก เช้าจรดเย็น -- "เคยไหมคะที่เช้าๆ ไม่อยากตื่น แต่เมื่อตื่นแล้วผ่านไปสักครึ่งวันกลับยิ่งอ่อนระโหยโรยแรง ..."
มาฟอกฟันขาว แบบธรรมชาติด้วยตัวเองกันเถอะ -- "การ ฟอกฟันขาว ในปัจจุบันจะมีราคาสูง ถึงแม้ว่าจะทำให้ฟันชั้นนอกถูกลอกออกไป แต่คราวนี้จะทานของเปรี้ยว ..."
สารพัดปัญหาที่มากับ ประจำเดือน -- " สาวๆทั้งหลายคงจะปฏิเสธกันไม่ได้แล้วล่ะว่า "รอบเดือน" หรือ "ประจำเดือน" ที่จะคอยแวะเวียนมาหาในทุกๆ ..."

เทรนด์โรค : ไขมันในเลือด

เวลาไปโรงพยาบาลคงเคยได้ยินหมอพูดถึงการตรวจระดับไขมันในเลือด และหลายท่านก็อาจจะเคยตรวจมาแล้ว วันนี้จะขอทำความเข้าใจง่ายๆ กับการตรวจไขมันในเลือดกัน

ไขมันเป็นสารกลุ่มหนึ่งที่ไม่ละลายน้ำ ไขมันที่อยู่ในกระแสเลือดคนเรามีอยู่หลากหลาย เคยมีคนทำวิจัยดูว่าในเลือดของเรามีไขมันอยู่กี่ชนิดกันแน่ ใช้วิธีการที่ซับซ้อนในการแยกไขมันชนิดต่างๆ ออกมา ผลที่ได้จากงานวิจัย พบว่ามีไขมันในเลือดอยู่มากกว่า 500 ชนิด วันนี้เราคงไม่มีเวลามาแจงไขมันทั้งหมด แต่จะขอเล่าถึงไขมันในเลือดที่เรารู้จักกันดี ซึ่งหลักๆ ก็จะมีด้วยกัน 2 ตัว คือ คอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)  คอเลสเตอรอลเป็นไขมันประเภทหนึ่งมีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกายเรา เนื่องจากเป็นส่วนประกอบของผนังที่หุ้มเซลล์ไว้ นอกจากนี้ ร่างกายยังนำเอาคอเลสเตอรอลไปเปลี่ยนต่อให้เป็นสารประเภทอื่นๆ ได้ด้วย ฮอร์โมนที่เรารู้จักกันดี เช่น ฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน และฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเทอโรน ก็มาจากคอเลสเตอรอลนี่แหละค่ะ  วิตามินบางอย่าง เช่น วิตามินดี ที่ช่วยเสริมกระดูกก็ได้มาจากคอเลสเตอรอลเช่นเดียวกันครับ คอเลสเตอรอลนอกจากจะอยู่ที่ผนังเซลล์และในเซลล์แล้ว ยังล่องลอยในกระแสเลือดให้เราวัดได้ด้วย   เวลาวัดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดจะได้ค่าออกมาเป็นคอเลสเตอรอลรวม ค่าที่เหมาะสม มีคนกำหนดไว้ว่าควรจะน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าเกิน 240 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าสูงอย่างไรก็ตาม คอเลสเตอรอลรวมนี้ รวมทั้งคอเลสเตอรอลดีและคอเลสเตอรอลไม่ดีเข้าด้วยกัน บางคนระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือดสูง เป็นเพราะมีคอเลสเตอรอลไม่ดีเยอะ แต่บางคนระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือดสูง เกิดจากคอเลสเตอรอลดีเยอะ  หลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า "คอเลสเตอรอลดี" กับ "คอเลสเตอรอลไม่ดี" กันมาบ้าง คอเลสเตอรอลดีหรือบางคนรู้จักกันในชื่อของ "เอชดีแอล (HDL)" ส่วนคอเลสเตอรอลไม่ดี บางคนเรียกว่า "แอลดีแอล (LDL)"เวลาเราเจาะเลือดนอกจากจะทราบระดับคอเลสเตอรอลรวมทั้งหมดแล้ว ยังสามารถทราบระดับ HDL และ LDL ด้วย

ถ้าร่างกายเรามีคอเลสเตอรอลไม่ดีมากๆ ในเลือด มันจะไปสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบได้ เช่น หลอดเลือดหัวใจ ถ้าตีบก็เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ แต่ถ้าหลอดเลือดตีบที่สมองก็จะมีอาการของอัมพฤกษ์ อัมพาต ขยับแขนขาไม่ได้ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัดตามมา  ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาหรือเท้าตีบ เวลาเป็นแผลก็จะไม่หาย เนื้อตาย อาจถูกตัดขาได้ ระดับของคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) กำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าเกิน 160 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าสูง ตั้งแต่ 190 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป ถือว่าสูงมาก ยิ่งสูงมาก ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดตีบมากขึ้น

ส่วนคอเลสเตอรอลดี (HDL) ถ้ามีเยอะๆ ก็จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดตีบได้ เนื่องจากคอเลสเตอรอลดีเหล่านี้ มีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกจากเซลล์ขับออกไปทิ้งออกนอกร่างกาย ค่าปกติของคอเลสเตอรอลดี อยู่ในช่วง 40-60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าน้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าต่ำไป ถ้ามากกว่า 60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าสูง คนที่ระดับเอชดีแอลต่ำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบสูง แต่คนที่มีระดับ เอชดีแอลสูงจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดตีบต่ำ   นอกจากนี้ ยังมีไขมันอีกตัวหนึ่งในเลือดที่เรียกว่า "ไตรกลีเซอไรด์" ไขมันตัวนี้นอกจากจะอยู่ในกระแสเลือดแล้ว ยังพบมากในเซลล์ไขมัน ร่างกายจะเก็บไตรกลีเซอไรด์ไว้ในเซลล์ไขมัน เพื่อเป็นพลังงานเก็บสะสมไว้ในยามที่ร่างกายต้องการพลังงานก็จะมีการสลายไตรกลีเซอไรด์ออกมาจากเซลล์ไขมัน นำไปใช้เป็นพลังงานในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

เวลาที่เราได้รับพลังงานเกินความจำเป็น เช่น รับประทานอาหารมากเกินไป แต่ไม่ได้มีการใช้พลังงานในการออกกำลังกาย ร่างกายก็จะอ้วนขึ้น เนื่องจากมีการสะสมไตรกลีเซอไรด์ไว้ในเซลล์ไขมันนั่นเอง  ดังนั้น ในคนอ้วนนอกจากจะมีไตรกลีเซอไรด์สะสมในเซลล์ไขมันมากแล้ว ยังพบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นด้วย ค่าปกติของระดับไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดควรต่ำกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถือว่าสูง และตั้งแต่ 500 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป ถือว่าสูงมาก

คนไข้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมากๆ จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งจะมีอาการปวดท้อง จุกแน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้อาเจียน เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เวลาที่ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง เรามักจะพบว่าระดับไขมันดี (HDL) มักจะต่ำด้วย บทบาทของไตรกลีเซอไรด์ในการทำให้เกิดหลอด เลือดตีบนั้น ยังน้อยกว่าคอเลสเตอรอล คนที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงและ เอชดีแอลต่ำมักพบในคนไข้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งจะมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ระดับน้ำตาลสูง เป็นเบาหวาน มีความดันโลหิตสูง คนไข้กลุ่มที่อ้วนลงพุงนี้มีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดตีบสูงมากกว่าคนที่ไม่อ้วนลงพุงเช่นกัน

ที่มา   :   หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โดย : ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ หัวหน้าสาขาวิชาโรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม  ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  • Prev
  • Health Links
Scroll to top